[Start-Up] ไขข้อข้องใจ ‼️ ทำไม นัมโดซาน จึงไม่ควรเป็นซีอีโอ ในบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งขึ้นมาเอง ❓



บางคนอาจคิดว่าหัวหน้าฮันใจร้าย หรืออิจฉา หรืออาจแอบวางแผนให้ซอดัลมีได้เป็นซีอีโอ


แต่จริงๆ แล้วต้องบอกว่า หัวหน้าฮันแนะนำแบบนี้ เพราะอ่านคนขาด


เราจะมาลองอ่านคนแบบนัมโดซาน ถึงไม่เหมาะที่จะเป็น CEO (Chief Executive Officer) และเหมาะมากกกกกกกกกก ที่จะเป็น CTO (Chief Technology Officer) ด้วย Working Tribes กันครับ



นัมโดซาน คิดแบบนักธนู ทำแบบนักรบ และ นำแบบกระทิง


คิดแบบนักธนู (ArcherTribe)


นัมโดซาน เป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในวัยเด็กเขาเชี่ยวชาญเรื่องคณิตศาสตร์ แล้วพอโตมาก็เชี่ยวชาญเรื่อง A.I. (แล้วก็มีเรื่องการถักไหมพรมด้วย)


แต่พอเป็นเรื่องอื่นๆ แม้กระทั่งเป็นเรื่องที่สตาร์ทอัพทั่วไปควรรู้ เช่น เรื่อง Round เขากลับไม่รู้เรื่อง

นี่เป็นลักษณะที่โดดเด่นของนักคิดแบบเผ่านักธนูเลย


ทำแบบนักรบ (WarriorTribe)


นัมโดซานเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นสูง เมื่อตั้งใจทำอะไรจะจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นจนกว่าจะสำเร็จ สังเกตได้จากตอนที่ลุยเขียนโค้ดแข่งเพื่อเข้า Sandbox ตอนที่ต้องแก้ปัญหาที่เพื่อนโดนมัลแวร์ รวมถึงตอนที่ต้องเขียนโค้ดส่งแข่งขัน CODA เขาก็เป็นคนที่ทำแบบไม่หยุด หามรุ่งหามค่ำ ไม่เสร็จไม่เลิกลา คนอื่นจะหยุดจะพักก็ไม่เป็นไร


นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่ไม่ชอบยอมแพ้ ดูได้จากตอนที่ทะเลาะกับเพื่อน พยายามเอาชนะหัวหน้าฮัน และไม่ยอมอ่อนข้อให้ประธานวอนดูจอง


นี่เป็นลักษณะนิสัยของนักปฏิบัติแบบเผ่านักรบ


นำแบบกระทิง (BullTribe)


นัมโดซานเป็นคนที่เห็นแก่คนรอบตัว เขารักครอบครัว รักเพื่อน เขาแคร์ความรู้สึกของคนเหล่านั้นจนยอมแพ้บ้าง ยอมไม่โดดเด่นบ้าง เขาพร้อมจะอยู่เงียบๆ ในมุมสงบของตัวเอง ปราศจากความทะเยอทะยานโดยสิ้นเชิง และแทบจะไม่เคยคิดที่จะนำทีมอะไรเลย


แต่หากเมื่อไหร่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนที่เขารัก เขาก็พร้อมที่จะทำทุกอย่าง ทำทุกทาง เพื่อทำให้คนเหล่านั้นมีความสุข นี่เป็นลักษณะนิสัยที่โดดเด่นของผู้นำแบบเผ่ากระทิง



กลับมาที่ประเด็นว่า แล้วทำไม นัมโดซานถึงถูกหัวหน้าฮันบอกว่า คุณไม่ควรเป็นซีอีโอ ให้หาซีอีโอให้บริษัท ไม่งั้นบริษัมซัมซานเทคจะไปไม่รอด


คำตอบก็เพราะ ความเป็นทั้งเผ่านักรบ และเผ่านักธนู ของนัมโดซานนั่นเอง


ด้วยความที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำให้เขาไม่เข้าใจเรื่องการบริหารธุรกิจด้านอื่นๆ เลย


และด้วยความที่เป็นนักรบแนวหน้า เมื่อไหร่ที่มีเป้าหมาย เขาจะบุกตะลุยไปจนกว่าเป้าหมายนั้นจะสำเร็จ ระหว่างนั้นเขาจะมองไม่เห็นสิ่งอื่นรอบตัวเลย


ทั้งสองข้อนี้ ต่างก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนที่จะเป็นซีอีโอที่ต้องมองภาพรวมของธุรกิจมากกว่าที่จะไปโฟกัสแค่งานใดงานหนึ่ง


ซึ่งสำหรับคนที่เคยเป็นเจ้าของธุรกิจ คงเข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดีแน่นอน



สำหรับนัมโดซาน พรสวรรค์ที่แท้จริงของเขา คือ การคิดเชิงตรรกะและการคำนวณ


เอาจริงๆ ถ้าเขาจะมุ่งมั่นพยายามอย่างเต็มที่ เขาก็คงเป็นซีอีโอได้ แต่ก็จะเป็นได้แค่ซีอีโอระดับธรรมดา ยากที่จะพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้


แต่ถ้าเขาทุ่มเททั้งเวลาและพลังงานที่มีไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านเอไอ แล้วเปลี่ยนบทบาทเป็นซีทีโอแทน เขาจะสำเร็จก้าวหน้าได้มากกว่าคนอื่น และยังสามารถช่วยให้บริษัทเติบโตไปได้อีกหลายเท่าเลยทีเดียว


นี่แหละคือเหตุผลที่ หัวหน้าฮันแนะนำว่า


นัมโดซานไม่ควรเป็นซีอีโอ และควรจ้างใครสักคนมาเป็นซีอีโอแทน



สรุปสุดท้าย


เราทุกคนมีความเก่งครับ และเราก็สามารถ "ทำได้" ทุกอย่างถ้าเราพยายามมากพอ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราจะ "ทำได้ดี" ทุกอย่างที่เราอยากทำ


มันมีงานบางอย่างที่ต่อให้เราพยายามแค่ไหน เราก็จะทำได้มากสุดเท่าที่คนทั่วไปตามมาตรฐานจะทำได้

แต่มันก็จะมีงานบางอย่างที่เมื่อเราตัดสินใจทำมันอย่างมุ่งมั่นตั้งใจเต็มที่ แล้วความสำเร็จของเราจะพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าคนอื่นๆ รอบๆ ตัว ทั้งที่ในความจริงเราอาจพยายามน้อยกว่าพวกเขาเหล่านั้นด้วยซ้ำ


นั่นแหละคือ จุดแข็ง หรือ พรสวรรค์ ของเราครับ


ย้ำอีกรอบว่า


เราทุกคนมีพรสวรรค์ หน้าที่ของเราคือ หามันให้เจอ แล้วเอามันออกมาใช้ให้เต็มที่ เพียงแค่นั้น โอกาสสำเร็จในชีวิตของคุณก็จะพุ่งพรวดเลยครับ
ดู 5 ครั้ง0 ความคิดเห็น